หน้าแรก

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็ก

 การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

     วิธีการสังเกตเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการศึกษาเด็ก (ฉวีวรรณ กินาวงศ์ : 15)นักการศึกษา Mcafee  และ Leong (1994 : 61 )กล่าวว่าวิธีการที่ครูส่วนใหญ่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก คือ การเฝ้าดู (Watching) และการฟัง(Listening )  โดยธรรมชาติแล้ว ครูทุกคนจะสังเกตเด็กที่ตนสอนอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูชั้นเด็กเล็กหรือชั้นอนุบาลซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติ และลักษณะนิสัยของเต็กแต่ละคนเพื่อจะได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก (นภเนตร ธรรมบวร, 2537 : 75) การสังเกตอาจอยู่ในรูปแบบของการจดบันทึกหรือการให้ความสนใจไปยังสิ่งที่เด็กกำลังทำหรือพูตอยู่ การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน (Routine) และไม่เป็นทางการ (Informal)ก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น น้องบีตัดผมใหม่วันนี้ หรือน้องปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นน้ำ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน อาจมีการสังเกตอันเกิดขึ้นเนื่องจากสัญชาตญาณ(Intuitive) เช่น ตันกล้าท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยสบายวันนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามมีการสังเกตชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ครูมุ่งความสนใจไปยังเด็กแต่ละคนในชั้นของตนว่า  มี
พฤติกรรมการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้นบ้างในสถานการณ์หนึ่ง ๆ การสังเกตชนิดนี้ คือการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ (Systematic Observation)
       การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก   ในการสังเกตเด็กจำนวน20 - 30 คน ในชั้นเรียนหนึ่ง ๆ ครูคนเดียวหรือสองคนไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆของเด็กได้ทั้งหมดหรือถึงแม้จะสังกตได้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาอาจถูกละเลยหรือไม่มีการเก็บรวบรวมถ้าไม่มีการจดบันทึก ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้อาจไม่มีความต่อเนื่องในทางลึก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่ครูจะต้องใช้การบันทึกการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ตนทราบข้อมูลของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตนอย่างเพียงพอ เป็นระบบ และมีความต่อเนื่อง พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับผู้ปกครองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กได้ทุกเมื่อ
        จุดประสงค์ในการสังเกตเด็กโดยทั่วไปของครู คือ ความต้องการที่จะเข้าใจเด็กแต่ละคนที่ตนสอน และได้ข้อมูลเพียงพอในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคน (Phinney, 1982 : 18-24)ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตร่วมกับความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กจะช่วยให้ครูตระหนักถึงการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนองความต้องการของเต็กแต่ละคนในช่วงเวลาต่างๆ กัน
        เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการสังเกตเด็กในวัยนี้ควรกระทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ครูอาจจะมีดินสอและสมุดบันทึกเล็ก ๆติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสะดวกในการจดบันทึกย่อ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก แล้วจึงนำมารวบรวมอีกครั้งเมื่อมี
เวลามากพอ
         ในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบนั้น ครูควรกำหนดวัตถุประสงค์ในการสังเกตเด็กแต่ละครั้งไว้เสมอว่า ตนต้องการที่จะศึกษาอะไร เช่น ถ้าครูต้องการทราบพัฒนาการตำานการอ่านของเตึก การสังเกตก็อาจมีขึ้นในชั่วโมงการอ่านของเด็ก แต่ถ้าครูต้องการประเมินความเข้าใจในการอ่านของเด็ก การสังเกตอาจมีขึ้นทั้ในชั่วโมงการอ่านรวมตสอดถึงการสนทนาพูสคุยซองเด็กที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อครูจะได้เข้าใจถึงภูมิหลังและสภาพแวดล้อนของเล็กเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลถึงความเข้าใจในการด้านของเด็กทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ในการสังเกตจะเป็นตัวกำหนดธรรมชาติของการสังเกตนั่นเอง
        เมื่อเราทำการสังเกตเต็ก เราจะสังเกตเห็นว่าเด็กมีรูปว่าง หน้าตาเป็นอย่างไรและเด็กกำลังทำอะไร ถ้าเด็กกำลังพูดคุย สนทนากับเพื่อน เราจะได้ยินบทสนทนานั้นซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือ การบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ ในขณะเดียวกันเราอาจมีความรู้สึกพึงพอใจ ชื่มชม เห็นใจ ชอบไม่ชอบ หรืออึดอัดต่อการกระทำที่เต็กกำลังกระทำอยู่ได้ ความรู้สึกหรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น คือ สิ่งที่เราต้องการหลีกเลี่ยง หรือกำจัดให้หมดไป เราพยายามที่จะบรรยายเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงอคติที่อาจเกิดขึ้นจากอารมณ์หรือความรู้สึกของเรา อย่างไรก็ตาม ในการใช้เทคนิคการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ ครูจำเป็นต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ครูไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึก และความคิดเห็นของตนที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ใด้(Individual biases) ถึงแม้ว่าครูจะพยายามวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุด ในขณะที่ทำการสังเกตและพยายามปฏิเสธความรู้สึก และความคิดเห็นของตนต่อเหตุการณ์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น ครูได้ใส่ความรู้สึกและความคิดเห็นของตนไว้ใน
เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วโดยมิได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการเลือกเด็กที่จะทำการสังเกต หรือการกำหนดจุดมุ่งหมายในการสังเกต รวมตลอดถึงการบันทึกข้อมูลในระหว่างทำการสังเกต ครูได้ยึดตัวครูและความคิดเห็นส่วนตนเป็นหลัก เพราะจะนั้นในการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ ครูจำเป็นต้องตวะหนักถึงความรู้สึก แสะความคิดเห็นของตนให้มากที่สุด และบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นของตนลงไปโดยแยกออกจากข้อมูลที่บรรยายในระหว่างการสังเกตจากนั้นจึงนำตัวมูลทั้งหมดมาตีความ วินิฉัย วิเคราะห์หาข้อสรุปของพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทำการสังเกต

      องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
Almy และ Genishi (1079 : 36 -37 ) กล่าวถึงองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กว่าประกอบด้วยด้านใหญ่ ๆ 3 ด้าน คือ 
- การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น (Description)
- ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน (Fcclings)
- การตีความ แปลความหมาย รวมตลอดถึงการสรุปพฤติกรรม การเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

       การสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ เป็นการสังเกตในสถานการณ์ปกติไม่มีการควบคุมตัวแปรหรือเงื่อนไขต่างๆ ในสภาพแวตล้อมรอบตัวเต็ก ครูอาจแบ่งขั้นตอนของการบันทึกพฤติกรรมเป็น 3 ขั้นตอน (นภเนตร ธรรมบวร, 2537 ;75) คือ
- การบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
- การบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
- การตีความ แปลความ ตลอดจนการสรุปถึงพฤติกรรม การเรียนรู้ของเด็กจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
      
      หลักในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
     โดยทั่ว ๆ ไป ครูหรือนักศึกษาที่ทำการบันทึกการสังเกตเเด็กจะพยายามบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนสังเกตเห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในเวลาที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม คำถามที่ปรากฏเสมอ 1 สำหรับครูหรือนักศึกษาในการบันทึกการสังเกตคือ ควรจะจดบันทึเข้อมูลมากน้อยแค่ใหน เพียงใด และข้อมูลหรือพฤติกรรมอะไรที่ควรค่าแก่การบันทึก
     Irwin และ Bushnell (1980) ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการบันทึกการสังเกตดีกว่า คือ "การจดบันทึกข้อมูลให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อว่าถ้ามีใครกีตามมาใช้ข้อมูลในภายหลังจะสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ได้"Wrigh1 (1967 ) ได้กล่าวถึงหลักในการบันทึกการสังเกตเด็กไว้ดังต่อไปนี้
    1. ในการบันทึกการสังเกตจำป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและ
พฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กรวมคลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบช้างเด็กด้วย
   2. ในการรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงานตามลำดับก่อนหลัง
   3. ในการบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เต็กทำไม่ได้
   4. ควรแยกการดีความและการแปลความหมายพฤดีกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการบันทึกการสังเกตโดยอ้างใช้วงเล็บ ขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือใช้เส้นแบ่งแยกข้อมูลออกจากการตีความ
   ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงการสังเกตที่มีประสิทธิภาพโดยมีการคำนึงถึงการตีความและการแปลความหมายพฤติกรรม ในขณะเดียวกันก็ให้ภาพพจน์ที่ชัดเจนว่าเอีกกำลังทำอะไร
    แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
ชื่อ
ด.ช. วีร์ วีรธรรม์
เพศ  ชาย
อายุ 4 ขวบ
เวลาที่ทำการสังเกต 9 :10 9 : 18 น.
 วัน/ เดือน / ปี 19 กรกฎาคม 2538 สถานที่ในชั้นเรียนของเด็ก
   ลักษณะทางด้านร่างกายของด.ช. วีร์
เด็กชายวีร์อายุ 4 ขวบ ผมดำ ตาดำ รูปร่างอ้วนป้อม สาเหตุที่ข้าพเจ้า
เลือกสังเกตน้องวีร์เนื่องจากข้าพเจ้ารู้สึกว่าน้องวีร์เป็นเด็กอ่อนโยน และมีความกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตนเอง ในขณะเดียวกัน เวลาที่ข้าเจ้าคุยกับครูประจำชั้นน้องวีร์ ข้าพเจ้าพบว่ามีน้อยครั้งมากที่ครูจะพูดถึงน้องวีร์ สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากน้องวีร์เป็นเด็กดี ในสายตาผู้ใหญ่ก็เป็นได้
   ลักษณะของสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียน
ชั้นเรียนจัดเป็นมุมต่าง " เช่น มุมหนังสือ มุมศิลปะ มุมบทบาทสมมุติและมุมบล็อก เด็ก ๆ มีอิสระที่จะเดินจากมุมหนึ่งไปยังมุมต่าง ๆ ในชั้นเรียนได้โดยเสรี เด็ก ๆ ในชั้นเรียนชั้นนี้สามารถที่จะหยิบอุปกรณ์จากมุมหนึ่งไปเล่นยังมุมอื่นๆ ได้ ระหว่างการทำการสังเกดพฤติกรรมในตอนเช้า ครูฝึกสอนได้จัดมุมทดสอบความสามารถในการ "ดมกถิ่น" โดยจัดน้ำหอมชนิดต่าง ๆ วางไว้บนโต๊ะใกล้กับประตูทางเข้าชั้นเรียนเพื่อให้เด็กใด้มีโอกาสทดสอบ "การดมกลิ่น"

การสังเกต

ความคิดเห็น

หลังจากที่มาถึงโรงเรียน น้องวีร์หยิบชื่อตนเองไปติดบนบอร์ด หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปมุมดนครี น้องวีร์หยุดอยู่ที่มุมดนตรีประมาณ 1 นาที

   

 หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปที่มุมศิลปะหยินอินกระดาษเล็ก ๆ ในมือขึ้นมาดม คุณครูฝึกสอนเดินเข้ามาคุยกับน้องวีร์เสียงเบามาก ข้าพเจ้าไม่ได้ยินการสนทนา น้องวีร์


เดินไปรอบ ๆ มุม ศิลปะ ในมือยังคงถือ
กระดาษขึ้นเล็ก ๆ เมื่อน้องวีร์เห็นน้องชมพู่น้องวีวร์ยื่นกระดาษขึ้นเล็ก ๆ นั้น ให้น้องชมพู่ดม น้องวีร์เดินไปรอบๆ ห้อง ในมือยังคงถือกระดาษอยู่




น้องวีร์เดินไปหาคุณครูฝึกสอนและพูดกับ คุณครูว่า "เย็นนี้ น้องวีร์จะไปเที่ยวทะเล" หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปหาคุณครูประจำชั้นและพูดกับคุณครูว่า "ครูแอร์เย็นนี้น้องวีร์จะไปเที่ยวทะเล" น้องวีร์คุยกับคุณครูประจำชั่นแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยินการสนทนา หลังจากนั้นน้องวีร์โยนกระดาษที่
อยู่ในมือลงในถังชยะและนำชวดน้ำหอมมาให้คุณครูตน




เด็กนักเรียนอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
คุณครู คุณครูพูดคุยกับเด็กคนนั้น น้องวีร์ร้องเพลงอยู่คนเดียว

น้องวีร์เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตนควรทำเมื่อมาถึงโรงเรียน น้องวีร์เรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของโรงเรียนรู้ว่าเมื่อมาถึงโรงเรียนควรจะทำอะไร ด้วยเหตุนี้น้องวีร์จึงหยิบชื่อของตนไปติดบนบอร์ด หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปสำรวจมุมดนตรี

 น้องวีร์เดินสำรวจมุมศิลปะ ในขณะเดินสำรวจกิจกรรมศิลปะ น้องวีร์อาจถามตนเองว่า "วันนี้มีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจบ้าง?"ในชณะเดียวกันน้องวีร์ก็สำรวจชิ้นกระดาษ


ที่อยู่ในมือไปด้วยน้องวีร์อาจประหลาดใจว่า
ทำไมแระตาษถึงมีกลิ่นหอม กลิ่นหอมนั้น
มาจากไหน น้องวีร้คงสนใจมากที่กระดาษ
มีกลิ่นหอมจึงให้เพื่อนดม นัคงวีร์กังคงสน
ใจที่จะสำรวจกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องอยู่ จึง
เดินสำรวจรอบๆ ห้อง

ในช่วงนี้ข้าเจ้าคิดว่าน้องวีร์คงต้องการที่จะเล่าเรื่องให้คุณครูฟังว่าตนมีแผนการที่จะทำอะไรในช่วงสุดสัปดาห์ ในความรู้สึกของข้าพเจ้า น้องวีร์ค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวทะเลและน้องวีร์ต้องการบอกให้คุณครูทราบ ข้าพเจ้าคาดการณ์ว่าคุณครูคงคุยกับน้องวีร์เกี่ยวกับเรื่อง "กลิ่น" คุณครู
อาจแนะนำให้น้องวีร์ดมกลิ่นน้ำหอมจากขวดหรืออาจแนะนำให้น้องวีร์ดมกลิ่นจากขวดอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็เป็นได้


ถึงแม้ว่าคุณครูประจำชั้นจะต้องพูดคุยกับเด็กตนอื่นแต่น้องวีร์ที่ยังคงมีความสุขน้องวีร์อาจกำลังคิดถึงการไปทะเลในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ที่จะมาถึงหรือมิฉะนั่นกลิ่นของน้ำหอมก็อาจทำให้วีร์มีความสุขก็เป็นได้

    

สรุป

ในระยะเวลาสั้นๆมีมีจำกัดเช่นนี้  ข้าพเจ้าพบว่าการสรุปพฤติกรรมเด็กนั้นเป็นไปค่อนข้างลำบาก ข้าพเจ้าพบว่าข้าพเจ้าต้องการเวลาที่จะสังเกตเด็กนานกว่านี้เพื่อข้าพเจ้าจะสามารถบรรยายประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็กได้อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 8 นาที ที่ข้าพเจ้าสังเกตเด็กชายวีรธรรม์  นั้นพบว่า

ด.ชวีร์มีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับเพื่อนในวัยเดียวกันและผู้ใหญ่รอบข้างแม้กระนั้นก็ตาม


ข้าพเจ้ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ที่ ด.ช, วีร์สร้างขึ้นนั้นอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจและการให้ความนับถือซึ่งกันและกัน ระหว่างตัวเด็กและบุคคลรอบข้าง จากการสังเกต ชำพเจ้าตระหนักดีว่า ข้าพเจ้าควรใช้เวลามากกว่านี้ในการสังเกตเด็กเพื่อที่จะสามารถบรรยายถึงความสัมพันธ์ทางสังคมของ ด.ช. วีร์กับบุคคลรอบข้าง ในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ไปทำการสังเกต ด.ช.วีได้แสดงออกทางสังคมโดยการร้องเพลงและพูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมที่คนจะทำในระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์

     ในขณะที่ทำการสังเกต ด.ช. วีร์ได้แสดงพฤติกรรมที่ชื่ให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการคิดของตนโดยในตอนแรกที่มาถึงโรงเรียน ด.ชวีร์ได้หยิบแผ่นชื่อของตนไปติดไว้บนบอร์ดซึ่งแสดงให้เห็นว่าตนเข้าใจกิจวัตรประจำวันลองโรงเรียน รู้ว่าเมื่อมาถึงโรงเรียน ตนควรทำอะไร นอกจากนั้นแล้ว ด.ช. วีร์ได้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ในเรื่องกลิ่น โดยการดมกลิ่นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่ถืออยู่ในมือและการหยิบขวดน้ำหอมไปให้ครูประจำชั้นชม สำหรับกระบวนการคิดของ ด.ช. วีร์ถ้าข้าพเจ้ามีความลำบากใจที่จะตัดสินว่าสถานการณ์ใดแสดงถอกถึงกระบวนการคิดของเด็ก เนื่องจากกระบวนการคิด เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเห็นหรือวัดได้ด้วยการมอง หรือการสังเกต ผู้สังเกตแต่ละคนอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับการ
ตีความของแต่ละคน อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าคิดจำกระบวนการคิดของ ด.ช. วีร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาในขณะที่น้องวีร์เดินสำรวจกิจกรรมต่าง ๆ ภายในห้องเรียน

































           





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น